ถึงแม้ว่าขณะนี้รัฐบาลจะประกาศใช้นโยบายคืนเงิน 100,000 บาทในรูปแบบภาษีให้กับคนที่ซื้อรถยนต์คันใหม่ ขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 1,500 ซีซี พร้อมๆ กับโปรโมชั่นแบบฟรีเงินดาวน์ หรือจ่ายดาวน์น้อยจากผู้ประกอบการที่ออกมาตอบรับกระแสที่ว่านี้ หากเรามองให้รอบด้านจะพบว่ามีข้อจำกัดอยู่หลายอย่างเช่นกัน เอาง่ายๆ นะครับ ต้องเป็นรถยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์ต่ำกว่า 1,500 ซีซี และในขณะที่รัฐบาลอาจจะเปิดโอกาสให้เกิดหนี้สาธารณะในระดับครัวเรือนเพิ่มขึ้นไปอีก นอกจากนี้ก็ยังสวนทางกับนโยบายเพื่อสิ่งแวดล้อมโดยสิ้นเชิง ดังนั้น "
รถมือสอง" จึงยังคงเป็นทางเลือกที่ยังอยู่ในความสนใจ
รถยนต์มือสอง แม้จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากนโยบายรัฐแต่ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนที่จะมีรถคันแรกขนาดเครื่องยนต์ไม่จำกัด ราคาประหยัดแบบ และสนับสนุนเรื่องการนำสินค้ามือสองมาใช้ใหม่ซึ่งเป็นเรื่องดีในการช่วยลดปริมาณขยะอุตสาหกรรมอีกทางหนึ่ง แต่ปัญหาของผู้ที่จะซื้อรถยนต์มือสองพบคือ "ความไม่มั่นใจในสภาพของมือสอง" เพราะยังขาดความรู้ที่จำเป็นสำหรับใช้พิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อนั่นเอง ดังนั้นก่อนที่เราจะซื้อรถยนต์มือสองสักคนเราต้องมีการตรวจสอบอย่างไรบ้าง
ตัวถังรถยนต์
"
กังวลเรื่องรถเคยมีประวัติชนหนัก" รถยนต์มือสองส่วนใหญ่จะเป็นรถเต้นท์ ซึ่งหมายความว่า รถมือสองแต่ละคันได้ผ่านการซ่อมแซมมาแล้วก่อนวางขาย และเพื่อให้แน่ใจว่ารถคันที่คุณกำลังหมายตามีประวัติการซ่อมดี ไม่เคยชนหนักมาก่อนต้องพิจารณาตัวถังรถยนต์ดังนี้
- เช็คความสมบูรณ์ของคานหน้าด้วยการเปิดฝากระโปรงตรวจสอบรูกลม หรือ รถบางรุ่นอาจจะเป็นเหลี่ยม สภาพของรูที่ถูกเจาะไว้ตรงคานต้องไม่เบี้ยว สีเรียบสนิท
- เช็คป้ายทะเบียนรถ ถ้ารถยนต์ผ่านการชนหนักป้ายทะเบียนจะมีรอยพับ รอยหัก หรือผ่านการทำสีตัวหนังสือมา (ยกเว้นรถยนต์อายุเกิน 15 ปีซึ่งอาจจสึกหรอไปตามสภาพ)
- ตะเข็บของสันด้านข้างนูนเสมอกัน ให้สังเกตุรอยอ๊าคและสีที่ผ่านการทำที่อู่กับสภาพออกห้าง คุณภาพของชิ้นงานต่างกัน
- เช็ครอยแปรงขัดด้านหลัง เปิดฝากระโปรงและผ้าคลุมขึ้นตรวจสอบความเรียบร้อยของตะเข็บหากผ่านการชนหนัก รถแปรงขัดจะกลายเป็นรอยไม้กวาด คือสภาพไม่เรียบร้อย สีไม่เรียบสม่ำเสมอกันทั้งสองด้าน
- เช็คสีตัวถังภายนอก รถที่ผ่านการทำสีมาจะมีแสงสะท้อนเป็นลูกคลื่นจึงแนะนำให้ไปเลือกซื้อรถในช่วงกลางวัน แสงแดดดีๆ หน่อย อีกวิธีหนึ่งก็คือการเคาะแล้วฟังเสียง ถ้าเสียงดังทึบๆ (เหมือนกลองไม่ตึง) แสดงว่าผ่านการทำสีมาใหม่ จริงๆ ประเด็นนี้ถ้ารถไม่ได้ทำสีเพราะชนหนักก็คงทำสีเพราะความเสื่อมสภาพของสีเดิม ซึ่งถ้าเป็นกรณีหลังไม่น่ากังวลเท่าไหร่ แต่เพื่อให้แน่ใจก็ต้องสอบถามกับผู้ขายอย่างตรงไปตรงมา หรือเลือกรถคันใหม่
- เช็คประวัติรถพลิกคว่ำให้ตรวจสอบหลังคารถ ความเรียบเนียนของสีที่สะท้อนกับแสงต้องไม่เป็นลูกคลื่น ลองเคาะๆ ดูไปด้วย หรือสีของหลังคาต้องไม่สดใสกว่าสีของตัวถังรถหรือสีของประตูเพราะหลังคาโดนแดดจัดสภาพของสีต้องเสื่อมเร็วกว่า
 |
|
รอยตะเข็บของตัวถังที่ถูกชน ผ่านการซ่อมแซมแล้ว |
 |
| รอยเชื่อมตะเข็บที่ไม่เป็นระเบียบ |
 |
| ชนมุม - รอยตะเข็บที่มุมจะไม่เรียบร้อย |
 |
| ชนข้าง รอยตะเข็บด้านข้างจะไม่เรียบร้อย |
 |
| ชนถึงห้องเครื่องรอยตะเข็บจะไม่เรียบร้อย |
 |
| ชนไม่แรง สังเกตุกันชนจะเหลื่อมกับโครงรถ |
 |
|
เช็ครอยไม้กวาดกระโปรงหลัง |
 |
|
จุดสังเกตุประวัติการพลิกคว่ำ |
เครื่องยนต์ ช่วงล่าง เกียร์
- เช็คความฟิตของเครื่อง ถ้าเครื่องหลวมจะมีเสียงดัง รอบไม่นิ่งเดี๋ยวต่ำ เดี๋ยวสูง (อีกสาเหตุหนึ่งคืออาจจะเกิดปัญหาจากหัวเทียนบอด) อีกวิธีหนึ่งคือให้ดึงก้านวัดระดับน้ำมันเครื่องออกมา จะมีควันพุ่งออกมาหรือเมื่อเอามือไปอังๆ ไว้น้ำมันเครื่องจะกระเซ็นมาติดมือเรา ถ้ามีอาการเช่นที่กล่าวมาแสดงว่าเครื่องยนต์ผ่านการใช้งานหนักแต่ไม่ค่อยได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง หรือไปเลือกคันใหม่ดีกว่าเพราะราคาอะไหล่รถยนต์ บางรุ่นนอกจากหายากแล้วก็ใช่ว่าจะได้สภาพดีๆ มาใช้
- เช็คความสมบูรณ์ของระบบเกียร์ ชุดส่งกำลังและคลัชต์ ถ้าคุณรู้สึกว่าออกตัวแล้วเครื่องยนต์สั่นๆ เข้าเกียร์ยาก วิ่งไปสักพักก็มีเสียงดังรบกวน การทดสอบคือ ลองเข้าเกียร์แบบสลับๆ ไปมา ระหว่างเกียร์ D,N และ R ถ้ารถกระตุกมากหรือมีเสียงดังก็ไม่ผ่านแล้วครับ
- เช็ความสมบูรณ์ของช่วงล่าง กรณีผู้ขายใจดีให้เอารถออกมาวิ่งทดสอบได้ภายในบริเวณเต้นท์ ก็ซัดให้หลายๆ รอบหน่อยไม่ต้องเกรงใจถ้าเงินยังอยู่ในกระเป๋าเรา อันนี้พูดจริงครับ ทดลองขับผ่านหลุม ฝาท่อ หรือเนินแล้วให้ลองฟังเสียง หรือสังเกตุความผิดปกติ ที่เห็นง่ายๆ ก็คือยาง และล้อแม็กถ้าพอเหลืองบก็เปลี่ยนไปเลยครับ
- ยางสำรองและเครื่องมือพื้นฐาน อันนี้หลายต่อหลายคนมักมองเพียงเผินๆ หรือไม่ได้ตรวจสอบ เครื่องมือพื้นฐานที่ว่านี้เช่น ชุดแม่แรงยกซึ่งปกติจะติดมากับรถเลย และสภาพยางสำรองหากอยู่ในสภาพที่ไม่พร้อมก็ลิสลงไปในรายการที่คุณต้องเปลี่ยนด้วยนะครับ
ห้องโดยสาร
คนเมืองจะใช้ชีวิตอยู่ในรถเมื่อนับเป็นจำนวนชั่วโมงแล้วมากกว่าอยู่ที่บ้านในวันหยุดเสียอีก คนส่วนใหญ่จึงให้ความสำคัญกับห้องโดยสารมาก ต้องสะอาด ไร้ฝุ่นและปราศจากกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ และส่วนของห้องโดยสารคือพื้นที่ที่คุณสามารถตรวจสอบได้ง่ายที่สุด
- ขออินเทรนด์เรื่องการเช็คประวัติรถน้ำท่วมไปด้วยเลยนะครับ รถที่จมน้ำมาภายในห้องโดยสารจะมีกลิ่นอัพมากแม้จะผ่านการทำให้แห้งไปสักระยะแล้ว การตรวจสอบให้เปิดพรมทุกผืน เช็คทั้งนอกเบาะ ใต้เบาะ ขอเน้นว่าดูให้ละเอียดนะครับ
- คอนโซลเก่าเกินจะรับ ในรถยนต์รุ่นเก่าจะหาซื้ออะไหล่รถมือสองเปลี่ยนยากครับ
- เช็คสภาพระบบแอร์ อันนี้ขอแถมจากข้อ (1) ไปด้วยเลย ถ้ารถที่จมน้ำมาแล้วยังไม่ล้างระบบแอร์ เมื่อเปิดแอร์จะมีกลิ่นอับเพราะความชื้นภายในสะสม หลังจากนั้นให้ลองไล่ระดับความแรงของแอร์ เอาให้ครบทุกเบอร์ไปเลย แล้วเปิดทิ้งไว้เพื่อเช็คความเย็น ขอแถมอีกนิดเรื่องสภาพคอมแอร์ ลองเร่งเครื่องยนต์สัก 2,000 รอบสองถึงสามครั้ง แล้วให้ฟังเสียง ถ้าคอมแอร์หมดจะมีเสียงดัง กรณีเปลี่ยนเฉพาะชุดคลัชก็ประมาณ 3,000 บาทแต่ถ้าเปลี่ยนหมดทั้งอันก็เงินหมื่นครับพี่น้อง
- อุปกรณ์ติดรถยนต์ เช่น เครื่องเสียง ลำโพงหน้า หลัง ข้างประตู ลิ้นชักต่างๆ ช่องใส่ของล็อกยังดีอยู่หรือไม่ อุปกรณ์เล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้จำเป็นต่อการใช้งานมากอย่ามองข้ามนะครับ
ทิปทิ้งท้าย : การไปซื้อรถสักคันคงจะมีน้อยคนนักที่จะไปคนเดียว แต่จะให้ดีก็คือหาเพื่อนที่พอจะรู้เรื่องรถไปบ้างก็จะช่วยคุณได้มาก
ในขณะที่เงินยังอยู่ในกระเป๋าคุณเชื่อเถอะว่าโอกาสที่จะได้
รถมือสองดีๆ มาใช้สักคนยังอยู่กับเราแน่นอน ดังนั้น การตรวจเช็คสภาพที่กล่าวมานั้นไม่ใช้เรื่องที่จะทำให้คุณต้องเสียเวลาเลย อย่าลืมนะครับคนขายมักจะต้องบอกว่ารถของเขาดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้เป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งหมายความว่าการที่คุณจะหวังไปถามเพื่อให้คนขายบอกความจริงนั้นเป็นเรื่อง ยาก และสิ่งที่ควรทำคือ "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" ครับ
เรียบเรียงจาก:
www.pattanakit.net ภาพประกอบ:
www.cars2hand.com
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น