ประกันภัยชั้นไหนที่ครอบคลุมค่าเสียหาย? ตอบได้ทันทีว่าเป็นประกันภัยชั้น 1 เท่านั้น ซึ่งความรับผิดชอบกล่าวไว้กว้างๆ ดังนี้
- กรณีรถยนต์จมน้ำ แต่เครื่องยนต์ไม่เสียหายเจ้าของรถก็สามารถแจ้งเคลมประกันได้ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ เช่นค่าล้างทำความสะอาดภายใน ภายนอก ค่าซักพรมที่ให้อู่ซ่อมรถดำเนินการให้ ทั้งนี้หลังจากน้ำลดแล้วคุณต้องรีบแจ้งให้บริษัทประกันภัยทราบทันทีเพื่อให้พนักงานออกมาประเมินความเสียหายต่อไป แต่ในกรณีเร่งด่วนคุณก็สามารถนำรถเข้าอู่ก่อนแล้วจึงโทรแจ้งตามไปภายหลังได้เช่นกัน
- กรณีเครื่องยนต์เสียหาย ไม่สามารถติดเครื่องได้ก็ไม่ต้องกังวลเพราะบริษัทประกันภัยรับผิดชอบค่าซ่อมรถยนต์ให้ทั้งหมด
สำหรับกรมธรรม์ประเภทอื่นๆ นั้นไม่คุ้มครองความเสียหายจากน้ำท่วมในครั้งนี้ ต่อไปเรามาดูเกณฑ์การพิจารณาค่าสินไหมทดแทนกรณีรถยนต์จมน้ำสำหรับประกันภัยชั้น 1
- รถยนต์เสียหายสิ้นเชิง (Total Loss)- หรือจะบอกให้เข้าใจกันได้ง่ายๆ ก็คือเสียหายจนซ่อมไม่ได้แล้ว แต่ถ้าในกรณีการประเมินนั้นจะคิดค่าเสียหายในลักษณะนี้ตั้งแต่ 70 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปโดยเจ้าหน้าที่จะพิจารณาร่วมกับอู่ซ่อมรถยนต์ตามที่เสียหายจริง
- เสียหายบางส่วน (Partial Loss) - ในกรณีนี้บริษัทรับประกันจะซ่อมแซมรถยนต์ให้มีสภาพเหมือนเดิม
ขั้นตอนการเคลมประกัน
- ถ่ายรูปสภาพรถยนต์ที่เสียหายจากน้ำท่วมเอาไว้เป็นหลักฐาน
- ติดต่อกับเจ้าหน้าที่บริษัทรับประกันภัยเพื่อให้เดินทางมาตรวจสอบความเสียหาย ในกรณีนี้เพื่อความสะดวกก็สามารถนัดพบกันที่อู่รถเลยก็ได้
- กรณีรถเสียหายสิ้นเชิงและรถยังอยู่ในระหว่างการผ่อนชำระ บริษัทประกันจะติดต่อกับไฟแนนซ์โดยตรงซึ่งคุณต้องตรวจสอบซ้ำกับไฟแนนซ์ให้ชัดเจนถึงค่างวดที่ยังคงค้างอยู่
- กรณีรถเสียหายบางส่วนบริษัทประกันก็ประสานกับอู่เพื่อทำการประเมินค่าซ่อมแซม และในกรณีซ่อมแล้วยังพบปัญหาก็สามารถเคลมค่าเสียหายต่อเนื่องได้
ดูเหมือนว่าคนที่มีรถประกันภัยชั้น 1 นั้นคงไม่ต้องวิตกมากไปเพราะยังงัยก็ได้รับความคุ้มครอง 100 เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว แต่สำหรับประภันภัยประเภทอื่นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเตรียมการรับมือกับน้ำท่วมไว้ให้ดีโดยไม่ประมาทนะครับ
ที่มา: www.tqm.co.th
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น